ฉันทามติ รัฐสวัสดิการ 2569: โฉมหน้ารัฐสวัสดิการในรัฐบาลชุดหลังอนุทิน
วงเสวนา “ฉันทามติ รัฐสวัสดิการ 2569: โฉมหน้ารัฐสวัสดิการในรัฐบาลชุดหลังอนุทิน ในเวทีสาธารณะบทสนทนาว่าด้วยความท้าทายในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่รัฐสวัสดิการ “ฉันทามติรัฐสวัสดิการ – Dialogue on Welfare State 2025” จัดขึ้นเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยเรียนเชิญภาคประชาสังคม นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ ถกประเด็นรัฐสวัสดิการในสังคมไทยโดยเฉพาะบริบทการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 มีผู้เข้าร่วมได้แก่ คุณนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้จัดการเครือข่าย We Fair, รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.สุนี ไชยรส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, คุณปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า, ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขารมต.กระทรวงพม. ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธ์ ปิณฑวณิช

ชุดข้อเสนอเชิงนโยบาย: รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
คุณนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์ความเสี่ยงและความเปราะบางของสังคมไทย 5 ด้าน ซึ่งเป็นพื้นฐานของชุดข้อเสนอเชิงนโยบายรัฐสวัสดิการ
(1) สถานการณ์ความยากจน ปัจจุบันเส้นความยากจนของประเทศอยู่ที่ 3,078 บาท โดยมีคนจนในประเทศประมาณ 3 ล้านคน และคนจนรุนแรง 870,000 คน
(2) สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ความมั่งคั่งของเศรษฐีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐี 40 อันดับแรกของประเทศ มีเงินคิดเป็น 28 บาท ใน 100 บาท ของประเทศ ด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้ กลุ่มคนรวยที่สุดมีรายได้ประมาณ 36,000 บาท ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดมีรายได้ประมาณ 2,600 บาท ซึ่งแตกต่างกันเกือบ 14 เท่า นอกจากนี้ ครัวเรือนไทยมีหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 200,000 บาทต่อครัวเรือน อีกทั้งมหาเศรษฐีด้านหุ้นบางรายมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสถานการณ์รัฐประหาร
(3) สถานการณ์ความเปราะบางของประชากร เด็กเล็ก 0-6 ปี เกือบ 1 ล้านคน ไม่ได้รับเงินอุดหนุน (ตกหล่น 34%)สตรีมีครรภ์ อัตราการเกิดต่ำกว่าการตายถึง 100,000 คนต่อปี จึงมีการเสนอให้อุดหนุนสตรีมีครรภ์ในช่วงเดือนที่ 5 ถึงเดือนที่ 9 เดือนละ 3,000 บาท ผู้สูงอายุ 12 ล้านคน ได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 600 บาท ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน 3,078 บาท ถึงประมาณ 5 เท่า คนพิการ มี 4 ล้านคน แต่มีบัตรเพียง 2 ล้านคน ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ต้องการแจ้งสถานะคนพิการ และเกณฑ์การให้สถานะที่แตกต่างกันในแต่ละกระทรวง
(4) สถานการณ์เชิงโครงสร้าง (รัฐธรรมนูญ) รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปลี่ยน “สิทธิ” ของประชาชนให้กลายเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งทำให้รัฐสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ สวัสดิการสำคัญ ๆ เช่น การรักษาฟรี ถูกระบุไว้สำหรับผู้ยากไร้เท่านั้น นอกจากนี้การสร้างนโยบายสวัสดิการที่ดีจะต้องมาพร้อมกับรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยด้วย
(5) สถานการณ์งบประมาณ มีการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมอย่างมาก งบสวัสดิการประชาชน (66 ล้านคน) คิดเป็น 15 บาทใน 100 บาทของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่สวัสดิการข้าราชการ (5 ล้านคน) ใช้เกือบ 15 บาทเท่ากัน
คุณนิติรัตน์ ได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนชุดข้อเสนอเชิงนโยบายหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่า โจทย์สำคัญ คือ การแก้ไขสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางทางสังคมที่ฉุดรั้งการพัฒนาผ่านชุดข้อเสนอต่อไปนี้ ซึี่งเคยถูกยื่นให้พรรคการเมืองแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ปี 2562 และ 2566 ชุดข้อเสนอเชิงนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ประกอบด้วย 9 ส่วนหลัก (1) สวัสดิการเด็กและเยาวชน (2) เรียนฟรีถึงปริญญาตรี (3) ระบบสุขภาพถ้วนหน้าเสนอให้รวม 3 กองทุนสุขภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และพัฒนาระบบที่มีคุณภาพครอบคลุมทุกคน (4) ที่อยู่อาศัยมีคุณภาพและเข้าถึงได้ (5) งานและรายได้ แรงงานมีคุณค่า มีเวลาดูแลครอบครัว (6) ยกระดับประกันสังคม (7) บำนาญถ้วนหน้า (8) สิทธิสวัสดิการเสมอหน้าเท่าเทียม (9) การปฏิรูปโครงสร้างภาษีและงบประมาณ
ด้วยการแก้ไขสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความเปราะบางที่กำลัง ฉุดรั้งการพัฒนา ประชาธิปไตยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประเทศ คุณนิติรัตน์ ได้นำเสนอแนวคิดและเครื่องมือในการวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต แนวทางแรกคือการจำแนกนโยบายสวัสดิการของพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่าพรรคการเมืองบางส่วนอาจมีนโยบายเป็นแบบถ้วนหน้า แบบมีเงื่อนไข หรือแบบสงเคราะห์ หรือในบางพรรคก็ไม่ระบุนโยบายที่ชัดเจนการจำแนกนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์เคราะห์เพื่อดูว่าพรรคนั้น ๆ มีแนวทางนโยบายที่แท้จริงเป็นแบบใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดทางการเมืองเบื้องหลังนโยบายเหล่านี้ คุณนิติรัตน์จึงได้นำเสนอแผนภาพการเมืองสำหรับการวิเคราะห์ แบ่งออกเป็นสองแกนหลัก (1) แกนตั้ง แบ่งระหว่างแนวคิดทุนนิยมที่อยู่ด้านบน กับแนวคิดสังคมนิยมที่อยู่ด้านล่าง (2) แกนนอนแบ่งระหว่างประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมซึ่งอยู่ด้านซ้าย กับแบบอนุรักษ์นิยมซึ่งอยู่ด้านขวาการวิเคราะห์ผ่านแผนภาพนี้จะช่วยให้สามารถระบุได้ว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ มีแนวโน้มอยู่ในจุดใดในสเปกตรัมการเมือง
คุณนิติรัตน์ได้กล่าวสรุปว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนชุดข้อเสนอและการวิเคราะห์นโยบายเหล่านี้ คือการสร้างฉันทามติทางสังคมเพื่อให้ประเด็นรัฐสวัสดิการ กลายเป็นวาระสำคัญ และเป็นประเด็นหลักในการพิจารณาสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2569
ขบวนการประชาชน” กระแสเรียกร้องรัฐสวัสดิการของคนในสังคม
รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ได้มีการกล่าวถึงการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องรัฐสวัสดิการในสังคมไทยนั้น โดยได้ศึกษาถึงรูปแบบที่จะนำไปสู่การเป็นฉันทามติและกลายเป็นนโยบายได้ ซึ่งทำงานวิจัยร่วมกับทีมงานเพื่อศึกษาการขับเคลื่อนที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน
คำว่า “รัฐสวัสดิการ” อาจจะไม่เป็นที่รับรู้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ได้เริ่มกลายเป็นประเด็นทางสังคมที่สำคัญมากขึ้นภายหลังปี พ.ศ. 2563 อาจารย์เก่งกิจ มองว่าการเกิดของขบวนการที่คัดค้านเผด็จการและการเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้การต่อสู้เรื่องรัฐสวัสดิการในสังคมไทยก้าวกระโดด
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสวัสดิการในประเทศไทยสามารถสรุปได้จาก 2 ปัจจัยหลัก (1) ปัจจัยทางการเมืองเกี่ยวข้องกับลักษณะของระบอบการเมืองว่ามีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยบางอย่าง เช่น การมี ส.ว. ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมไทย (2) การมีขบวนการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง การยกพัฒนาระบบสวัสดิการเกิดจากการมีขบวนการเคลื่อนไหว เช่น ประกันสังคมเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ จะต้องเป็นผลผลิตของการต่อสู้ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วย
เพื่อให้ข้อเรียกร้องเรื่องสวัสดิการสามารถขับเคลื่อนและกลายเป็นนโยบายได้นั้น มี 3 ประเด็นสำคัญ (1) กลุ่มคนผู้สนับสนุน ต้องมีกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีคนขับเคลื่อน แม้สังคมจะมีความเหลื่อมล้ำก็จะไม่เกิดการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ความก้าวหน้าที่สำคัญคือ ประเด็นเรื่องรัฐสวัสดิการได้กลายมาเป็นประเด็นที่รวมเอาประเด็นย่อยอื่น ๆ เข้ามาอยู่ด้วยกันได้ ทำให้เกิดกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ (2) พันธมิตรทางการเมือง หมายถึงการมีพรรคการเมืองหรือสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ ที่สนับสนุนนโยบายนี้ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิจารณาว่ามีพันธมิตรทางการเมืองในรัฐสภามากน้อยเพียงใด พันธมิตรทางการเมืองในปัจจุบันอาจมีลักษณะหลายอย่าง ทั้งที่มีคุณภาพน้อยและมีคุณภาพมาก ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญคือ พันธมิตรเหล่านั้นพร้อมที่จะนำต้นทุนหรือทรัพยากรทางการเมืองที่พวกเขามีมาร่วมลงทุนกับเราหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่ให้คำสัญญาหรือเห็นด้วยกับนโยบาย เช่น การทำให้ประเด็นสวัสดิการเป็นนโยบายที่แถลงอย่างเป็นรูปธรรมของพรรค อาจารย์เก่งกิจตั้งข้อสังเกตว่าพรรคการเมืองจำนวนมาก รวมถึง พรรคประชาชน ก็ไม่ได้ร่วมลงทุนกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา (3) ความสามารถของระบอบการเมือง เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางการเมืองที่อยู่ภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่
เพื่อขยายผลการขับเคลื่อน อาจารย์เก่งกิจมองว่า ต้องสร้าง 2 ปัจจัยหลักขึ้นมา (1) ขยายผู้สนับสนุนเพิ่มจำนวนคนที่ในการขับเคลื่อนเรื่องรัฐสวัสดิการ ปัจจุบันมีการยอมรับว่า รัฐสวัสดิการคือ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คนอาจโต้แย้งว่าต้องมีประชาธิปไตยก่อนจึงจะมีรัฐสวัสดิการได้
(2) สร้างแรงกดดันทางการเมือง การเคลื่อนไหวต้องสร้างแรงกดดัน ซึ่งรวมถึงการจัดเวทีพูดคุย หรือการเจรจากับพรรคการเมืองเพื่อให้ตอบรับนโยบาย
อาจารย์เก่งกิจยังชี้ให้เห็นว่า ฉันทามติในหลักการพื้นฐานได้ขยับขึ้นอย่างมาก การศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี พ.ศ. 2563-2565 ไม่ได้ถูกนำโดยแนวคิดเสรีนิยมเท่านั้น แต่มีแนวคิดสังคมนิยมเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของการต่อสู้เรื่องรัฐสวัสดิการ ซึ่งแนวคิดสังคมนิยมทำให้เกิดการเชื่อมโยงการปกป้องทางสังคมเข้ากับประชาธิปไตยโดยตรง ขณะที่แนวคิดเสรีนิยมซึ่งมักแพร่หลายในพรรคการเมืองจำนวนมากมองว่าประชาธิปไตยเท่ากับการที่ต้องช่วยเหลือตัวเองโดยที่รัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว แต่แนวคิดสังคมนิยมเน้นย้ำว่าคุณไม่สามารถพูดถึงความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยได้ หากยังมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ รัฐสวัสดิการมีความสำคัญในการตอบโต้ความหวาดกลัวทางสังคม เช่น การถูกข่มขู่ว่าในอนาคต AI จะมาแย่งงานและทำให้คนส่วนใหญ่ตกงาน ในทางกลับกัน เทคโนโลยีควรทำให้คนทำงานน้อยลงและมีเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้น ระบบสวัสดิการจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รับประกันว่าไม่ว่าเราจะทำงานน้อยหรือมาก เราต้องมีชีวิตที่มีคุณภาพ
หัวใจสำคัญของรัฐสวัสดิการ คือ ประชาธิปไตยในทุกมิติของชีวิต หมายถึง กระบวนการที่มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยการเรียกร้องสวัสดิการนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970–1980 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา
อาจารย์เก่งกิจ เล่าถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยที่ทำงานอยู่จัดสรรเงินกู้ กยศ. ให้กับสาขาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เนื่องจากมองว่าการเรียนสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ เป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ อาจารย์เก่งกิจเน้นย้ำว่า กยศ. คือ เงินกู้ ที่ก่อให้เกิด หนี้ ไม่ใช่ ทุน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดที่แตกต่างกัน โดยการมองการศึกษาเป็น “ทุน” เป็นวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยม (conservative) ที่มองว่ามีการให้พระคุณ ส่วนการมองว่าต้อง “จ่าย” เพื่อให้ได้สิ่งนี้มานั้น เป็นวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal) แต่การมองว่าการศึกษาเป็นสิทธิของมนุษย์ที่ควรได้รับในสังคมต่างหากที่เป็นวิธีคิดแบบสังคมนิยม
โครงสร้างการเมืองไทยแบบอนุรักษ์นิยมที่พยายามทำลายประชาธิปไตยนั้น ดำรงอยู่คู่กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบ เสรีนิยมใหม่ (neoliberal) ซึ่งบังคับให้ทุกคนต้องจ่ายเพื่อได้รับสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นการมีฉันทามติและรัฐสวัสดิการที่มีความเป็นสังคมนิยม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้เป็นพลังในการคัดค้านโครงสร้างการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมและโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้สามารถปกป้องชีวิตองค์รวมของมนุษย์ได้
นอกจากนี้ อาจารย์เก่งกิจยังมองว่า “การยกเลิกหนี้” เป็นวาระทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน และเป็นประเด็นที่พูดถึงน้อยเกินไปในไทย นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมารายได้จริง (Real Wage) ของผู้คนได้ลดลง และการเติบโตของทุนนิยมการเงิน (financial capitalism) ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้ใช้ประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อขยายกลไกของหนี้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ การเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากของหนี้ครัวเรือนตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่ทุนนิยมการเงินจะเติบโตมากขึ้น เนื่องจากผู้คนต้องเป็นหนี้เพื่อใช้ในการใช้ชีวิต
อาจารย์เก่งกิจ มองว่าระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมค่าเช่า (Rentier Capitalism) ซึ่งเป็นกลไกการเก็บค่าเช่า โดยยกตัวอย่างถึงปรากฏการณ์ที่เขาเรียกว่า Bankification หรือการทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ กลายมาเป็นธนาคารในรูปแบบหนึ่ง แพลตฟอร์มเหล่านี้มองผู้ทำงานเหมือนเป็นผู้ที่มาเช่าแพลตฟอร์มของพวกเขา ไม่ใช่ลูกจ้าง รวมถึงกรณีของมหาวิทยาลัยที่อ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ในผลงานวิชาการของอาจารย์ โดยถือว่าอาจารย์เช่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงเรียกร้องให้มีการต่อสู้กับกลไกของทุนนิยมการเงินนี้ ซึ่งแทรกซึมอยู่ในกระบวนการผลิตในทุกส่วน
ขบวนการแรงงาน” พลังของการรวมกลุ่มและการต่อรองซึ่งรัฐสวัสดิการ
ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ มองว่าขบวนการแรงงานไม่ควรถูกจำกัดภาพให้เหลือเพียงสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่คือ อำนาจของแรงงาน ซึ่งหมายถึงอำนาจในการต่อรองของคนทำงานในสังคม ทุกคนในสังคมล้วนเป็นคนทำงาน อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะแยกสถานะของคนงานให้แคบลง เช่น ให้จำกัดเฉพาะกรรมกรในโรงงานหรือคนงานในอุตสาหกรรม ซึ่งการจำกัดนิยามนี้เป็นการลดทอนอำนาจการต่อรองของคนงานลงไป
ในอดีตการเขียนประวัติศาสตร์แรงงานมักมองแรงงานในมุมที่แคบ โดยจำกัดเฉพาะคนในสหภาพแรงงานหรือรัฐวิสาหกิจ แม้ว่าการนัดหยุดงานในช่วงยุคประมาณปี 16–19 จะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จ แต่อาจารย์กฤษฎามองว่ายังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจได้ โดยในระดับโครงสร้างอำนาจ การต่อสู้ของแรงงานยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เลย
นับตั้งแต่ปี 2561–2562 เป็นต้นมา การสื่อสารเรื่องแรงงาน กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก ทำให้คนในสังคมเห็นภาพชัดเจนขึ้นในการเรียกร้องเรื่องค่าจ้าง สิทธิวันหยุดวันลา หรือประเด็นประกันสังคม นักศึกษาเองก็เข้าใจประเด็นเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ประเด็นของแรงงานมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจน หากสถานการณ์ทางการเมืองทำให้ประเด็นแรงงานถูกมองข้าม อำนาจของแรงงานในสังคมก็จะลดลงตามไปด้วย
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการหลอมรวมคนทำงานกลุ่มต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง ประเด็นประกันสังคมเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางในเมืองจำนวนมาก เนื่องจากจ่ายเงินสมทบทุกเดือน อย่างไรก็ตาม อาจารย์กฤษฎาตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดชนชั้นกลางจึงไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การลาคลอด หรือเรื่องอื่น ๆ เช่น การลาในช่วงมีประจำเดือน หรือเรื่องการฝึกงานของนักศึกษา โจทย์ใหญ่คือการทำอย่างไรให้คนชนชั้นกลางและคนทำงานกลุ่มต่าง ๆ ที่เป็นคนทำงานเหมือนกัน สามารถขับเคลื่อนไปในขบวนเดียวกันได้
เมื่อกล่าวถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างและการรวมตัว ระบบการมีส่วนร่วมแบบไตรภาคีที่แรงงานมีอยู่ทุกวันนี้ มีส่วนร่วมและผลกระทบน้อยมาก ตัวแทนแรงงานในสภาองค์กรลูกจ้าง มักไม่เป็นที่รู้จักและในบางครั้งตัวแทนลูกจ้างบางส่วนในไตรภาคีก็ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หรือมีการตกลงกันล่วงหน้าระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างก่อนการประชุม นอกจากนี้ปัญหาเรื่องการรวมตัวกันยังถูกสะท้อนผ่านความยากลำบากในการค้นหาข้อมูลของสหภาพแรงงานตามเว็บไซต์ ซึ่งต่างจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) หรือบริษัทเอกชน
จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานในประเทศไทยมีตัวเลขต่ำมาก (ประมาณ 3% หรือต่ำกว่า) เมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก อุปสรรคเกิดจากเงื่อนไขทางกฎหมาย เช่น สมาชิกต้องเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และต้องเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานภายใน อีกทั้งเศรษฐกิจนอกระบบไม่เป็นทางการในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ ทำให้คนกลุ่มนี้รวมตัวกันไม่ได้ตามกฎหมายหรือไม่ถูกนับรวม ซึ่งรัฐมีความพยายามที่จะไม่ให้คนงานรวมตัวกัน โดยการแยกกลุ่มคนทำงาน เช่น แยกเอกชนออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือแยกคนทำงานรูปแบบใหม่ (เช่น ไรเดอร์) ออกไปเป็นกลุ่มที่ไม่ปกติ ทำให้การรวมตัวไม่มีอำนาจต่อรอง
นอกจากปัญหาภายนอกแล้ว ยังมีความแตกต่างทางอุดมการณ์ภายในตัวของสหภาพแรงงานเอง ผู้นำองค์กรบางคนอาจมีความรู้มากจนรู้ช่องทางในการทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ และอาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาครัฐในลักษณะที่ทำให้คนงานเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ แนวทางข้างหน้าคือ อาจไม่จำเป็นต้องสนใจกลุ่มผู้นำองค์กรที่มีปัญหาอีกต่อไป แต่ควรหันไปหาคนทำงานกลุ่มใหม่ ๆ ในสังคมที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ควรขับเคลื่อนประเด็นที่เกาะติดกับคนในสังคม และรวมคนให้ได้มากที่สุด การมีกฎหมายให้รวมตัวกันได้ไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป เพราะรัฐหรือนายจ้างอาจมากำหนดเงื่อนไขที่อาจไม่เอื้ออำนวย
เมื่อกล่าวถึงนโยบายแรงงานกับพรรคการเมือง อาจารย์กฤษฎาชี้ให้เห็นว่า ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 ยังมีการใช้คำว่า “นโยบายแรงงาน” อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันพรรคการเมืองส่วนใหญ่แทบจะไม่มีนโยบายแรงงานเป็นของตนเองเลย ยกเว้นแต่พรรคการเมืองที่อาจจะขยับไปทางซ้ายอ่อน ๆ ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าตามธรรมเนียมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตั้งแต่ปี 1919 ได้จัดให้เรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำหรือค่าจ้างที่พอต่อการดำรงชีวิตอยู่ในหมวดของนโยบายสังคม แต่ทุกวันนี้รัฐบาลกลับมองเรื่องค่าจ้างเป็นเพียงเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ขาดมิติทางสังคมในการดำรงชีวิตของผู้คนไป โดยเฉพาะรัฐบาลอนุทินที่มักจะแถลงเน้นเฉพาะเรื่องลดรายจ่ายต่าง ๆ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือการส่งเสริมการออม ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการขาออก แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาหลักของสังคมไทยคือ รายได้ไม่พอ และปัญหาสำคัญกว่าค่าจ้างขั้นต่ำคือ โครงสร้างค่าจ้างของคนไทยทั้งระบบนั้นต่ำทั้งหมด
อาจารย์กฤษฎา ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีการขึ้นค่าจ้าง ค่าครองชีพก็มักจะขึ้นตามมา แต่ทำไมราคาสินค้าปลายทาง (เช่น สินค้าที่ขายในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ หรือปัตตานี) จึงเท่ากันหมด ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอาจมีกลุ่มทุนที่กำหนดโครงสร้างราคาเหล่านี้อยู่ ประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันต่อไปคือเรื่องของความมั่นคงในการทำงาน แม้ว่าคนในสังคมหลายคนจะชอบงานที่มีความยืดหยุ่น แต่ความยืดหยุ่นดังกล่าวกลับตามมาด้วยรายได้ที่ไม่ต่อเนื่อง และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ขาดระบบสวัสดิการ ในวัยทำงานที่เป็นตาข่ายรองรับ เช่น ประกันสังคมมาตรา 33 หรือสิทธิการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของไรเดอร์ ซึ่งดูเหมือนเป็นงานอิสระ แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ความยืดหยุ่นเลย แต่เป็นงานที่ถูกกำกับและควบคุมอย่างเคร่งครัด เช่น การบังคับให้ใส่เสื้อ หรือการบังคับถ่ายภาพส่งเข้าระบบ
ในการขับเคลื่อนทางสังคม อาจารย์กฤษฎาเสนอว่าจำเป็นต้องดึงชนชั้นกลางในเมือง ที่มีพลังทางโซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันประเด็นต่าง ๆ เช่น เรื่องประกันสังคม และเรียกร้องให้รัฐให้สัตยาบันอนุสัญญาของ ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อเป็นการประกันสิทธิ์พื้นฐานในการรวมตัวของคนทำงาน นอกจากนี้ การต่อสู้เรียกร้องไม่ควรจำกัดอยู่แค่ประเด็นแรงงานแบบเดิมเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงประเด็นเข้ากับการเคลื่อนไหวทางสังคมในกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงประเด็นใหม่ ๆ เช่น วิกฤตภูมิอากาศ ในขณะที่การเรียกร้องสิทธิ์ลาคลอด 120 วัน ซึ่งสำเร็จได้จากขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่สหภาพแรงงานแบบดั้งเดิม
“ถ้วนหน้า-สงเคราะห์” แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐสวัสดิการ
อ.สุนี ไชยรส ได้กล่าวถึงหลักการพื้นฐานและข้อกำหนดของการบรรลุรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าได้จริงนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐานหลายประการ ขั้นแรกสุด คือ ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งและสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งได้ ขั้นที่สองคือ ต้องมี เสรีภาพทางการเมือง ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการพูด การเขียน การรวมกลุ่ม และการถกเถียง นอกจากนี้ องค์ประกอบเหล่านี้ต้องประกอบกัน กล่าวคือ ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะต้องเป็น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมพร้อมทั้งต้องมีการกระจายอำนาจในการจัดการฐานทรัพยากร เช่น ที่อยู่อาศัย
ฐานสำคัญอีกประการหนึ่งคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เนื่องจากทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือผู้บริหารประเทศ ล้วนเป็นคนเหมือนกัน ดังนั้นความต้องการพื้นฐานในความเป็นคนจึงต้องไม่แตกต่างกัน และโดยหลักการแล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ต้องมีความเสมอภาคกัน ในเชิงแนวคิดและต้องไม่มีการถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้อาจต้องมีมาตรการพิเศษ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคด้วย
การสร้างระบบสวัสดิการสังคมรัฐสวัสดิการเต็มรูป คือฐานที่สาม โดยระบบนี้จะต้องขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม (1) แนวคิดของสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าคือการมีตัวขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องได้รับในมิติความเป็นคน ตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นคนมีมากมาย เช่น ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา การมีรายได้ และการมีงานทำ (ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ หรือคนทำงานในระบบใด ๆ ก็ตาม) ปัจจุบันนี้ระบบยังได้ไม่ครบ โดยบางส่วนได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือได้น้อยมาก สวัสดิการถ้วนหน้าเป็นฐานใหญ่ที่สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากการประกันสังคม (2) ระบบประกันสังคม รวมถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และมีการเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จุดเด่นของระบบนี้คือประชาชนร่วมจ่าย และเป็นส่วนของประชาชนเอง จึงไม่ควรนำมาปนกับสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า การพัฒนาส่งเสริมระบบประกันสังคมให้ดีขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น จากเดิมที่มีผู้ประกันตนกว่า 10 ล้านคน จะต้องขยายให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มอื่น ๆ เช่น ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไรเดอร์ หรือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งถือเป็น คนทำงาน ทุกกลุ่ม การขยายฐานนี้จะช่วยส่งเสริมให้สวัสดิการโดยรวมเติบโต มีรายละเอียดและสิทธิประโยชน์มากขึ้น (3) การสงเคราะห์ คือการช่วยเหลือแบบ ชั่วครั้งชั่วคราว หรือ เฉพาะหน้า การสงเคราะห์มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่เดือดร้อนพิเศษ เช่น คนพิการซ้ำซ้อน แม่เลี้ยงเดี่ยว เด็กกำพร้า หรือผู้ประสบพิบัติภัย อย่างไรก็ตาม การสงเคราะห์ไม่เพียงพอและไม่ควรเป็นรูปแบบหลักของสวัสดิการ ปัจจุบัน การสงเคราะห์มักเป็นการช่วยเหลือแบบไม่เป็นระบบ ต้องไปขอทีละกองทุน และเสียเวลามาก ต้องมีการจัดระบบสงเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น บนพื้นฐานของการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและชั่วคราว
รัฐบาลในทุกยุคมักมีความสับสนระหว่างสวัสดิการถ้วนหน้ากับการสงเคราะห์ การที่มีระบบประกันสังคมอยู่แล้วไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการให้สวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า เส้นแบ่งระหว่างคำว่าถ้วนหน้ากับสงเคราะห์นั้นบางมาก แต่หากผิดเป้าหมายก็จะเกิดการเบี่ยงเบนขึ้น กรณีศึกษาสวัสดิการสำหรับเด็ก 0-6 ปี ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น แต่ยังไม่ได้รับสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แม้ว่าสวัสดิการหลักการถ้วนหน้าจะใช้กับสุขภาพ หรือผู้สูงอายุแล้วก็ตาม การต่อสู้เรื่องสวัสดิการเด็กเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่สำเร็จในการให้แบบถ้วนหน้า การให้เงินอุดหนุนในปัจจุบันที่วัดด้วยความยากจน ถือว่าผิดหลักการถ้วนหน้าตั้งแต่ต้น
คณะทำงานสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าไม่ได้เรียกร้องเพียง 600 บาท แต่เรียกร้อง (1) เงินอุดหนุน 3,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถึงอายุ 6 ปี (2) ศูนย์ดูแลเด็ก ต้องมีศูนย์ที่รับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ราคาย่อมเยา หรือเป็นบริการฟรีจากรัฐอย่างเต็มรูปแบบและทั่วถึง นี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างสูง เพื่อให้พ่อแม่ทุกคนสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเอาลูกไปด้วยในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย (เช่น ไรเดอร์ที่ต้องเอาลูกซ้อนมอเตอร์ไซค์ หรือเกษตรกรที่เอาลูกไปในสวนที่มีสารเคมี) ปัจจุบันมีเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อน 7 ปี จำนวน 4.3 ล้านคน แต่มีเด็กเพียง 2.3 ล้านคนที่ได้เข้าโรงเรียนที่มีครู อาหารกลางวัน นม และอุปกรณ์การเรียน นั่นหมายความว่า ยังมีเด็กถึง 2 ล้านคน ที่ยังขาดการดูแลสวัสดิการที่จำเป็น
อาจารย์สุนี มองว่าความสำเร็จของสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐและพรรคการเมือง รวมถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้หาเสียงเรื่องเงินอุดหนุนเด็ก โดยเสนอจำนวนเงินต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ 4,500 บาท ลงมาถึง 1,200 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการแถลงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุว่าต้องทำได้จริง จำนวนเงินที่เสนอต่อสาธารณะมักจะลดลงเมื่อมีการแถลงต่อ กกต. เพราะความกลัวที่จะถูก กกต. เล่นงานหรือบอกว่าทำไม่ได้จริง แม้ว่าการเรียกร้องเดิมคือ 3,000 บาท แต่หากพรรคที่ให้ความสำคัญได้เป็นรัฐบาล และให้ตามที่เสนอคือ 1,200 บาทแบบถ้วนหน้า ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับ
หลักการพื้นฐานของรัฐสวัสดิการว่าต้องดำเนินอยู่บน “หลักสิทธิ” ไม่ใช่ “หลักสงเคราะห์” ประชาชนทุกคน แม้แต่ลูกของคนรวย ก็สมควรได้รับสวัสดิการเพราะพวกเขาจ่ายภาษีด้วย และหากลูกของเจ้าสัวต้องการรับสิทธิ์ พวกเขาก็สามารถมาขึ้นทะเบียนได้ การดูแลสวัสดิการของเด็ก (รวมถึงแม่และคนท้อง) คือ จุดเริ่มต้นในการสร้างและคุ้มครองระบบสวัสดิการทั้งหมด เพราะหากระบบสำหรับแม่และเด็กไม่ดี จะส่งผลกระทบและเพิ่มภาระให้กับพี่น้องแรงงานและผู้สูงอายุ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่อยู่กับคนจนหรือผู้สูงอายุ ดังนั้น การเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นมารดาและการดูแลเด็กจึงมีความสำคัญในนัยยะของการดูแลขบวนการแรงงานและคนทำงานทั้งหมด
อาจารย์สุนี โต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ว่าไม่มีเงินสำหรับการทำสวัสดิการ โดยชี้ว่างบประมาณ 6,000 ล้านบาทสำหรับเด็กถ้วนหน้านั้นถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 3.5 ล้านล้านบาท เการให้เงิน 600 บาทแก่แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือคนจนจะทำให้เงินหมุนเวียนสะพัดทันที ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้การจัดสรรงบประมาณที่ผิดพลาด เช่น การที่กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เพียง 20,000 กว่าล้านบาท
อาจารย์สุนีเสนอให้ไปเก็บภาษีที่ดิน ให้ได้มากขึ้นจากคนรวยที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก คนที่รวยที่สุดมีที่ดินถึง 600,000 ไร่ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีในปัจจุบันที่เน้นเก็บภาษีทางอ้อมนั้น ส่งผลให้ คนจนเสียภาษีมากกว่าคนรวยในสัดส่วนของการซื้อสินค้าแต่ละชิ้น ในส่วนของการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมาย อาจารย์สุนีได้กล่าวถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นปัญหามากที่สุด เพราะได้ตัดสิทธิ์ที่ประชาชนสามารถใช้และอ้างได้เองออกไปอย่างมาก และนำไปบรรจุไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐ และหน้าที่ของรัฐ แทนที่จะอยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ การกระทำเช่นนี้ทำให้รัฐไม่ถูกบังคับให้ดำเนินการตามสิทธิเหล่านั้น
ในตอนท้าย อาจารย์สุนีได้ให้กำลังใจในการต่อสู้ โดยเชื่อว่าการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการนั้นไม่เคยถอยหลังกลับ และเรียกร้องให้มีการช่วยกันผลักดันและรณรงค์เรื่องการทำรัฐธรรมนูญ โดยยกตัวอย่างถึงความสำเร็จในอดีตที่กระแสของประชาชนและ สสร. ทั่วประเทศสามารถทำให้นักการเมืองส่วนใหญ่ต้องโหวตผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และย้ำว่าการต่อสู้ในทุกนโยบายสวัสดิการเป็นผลมาจากการต่อสู้ที่ดุเดือด
“กระบวนการรัฐธรรมนูญ” กับอนาคตสังคมไทยและรัฐสวัสดิการ
คุณปิยบุตร แสงกนกกุล รัฐธรรมนูญ ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเนื้อหาในรัฐธรรมนูญจะกล่าวถึงสองเรื่องหลัก คือ เรื่องของสถาบันทางการเมืองต่างๆ ในรัฐ และเรื่องการประกันสิทธิ์ต่างๆ ที่รัฐจะมอบให้กับพลเมืองของตนเอง ในอดีตรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ มักจะไม่ได้กล่าวถึงสิทธิ์ในทางสังคมหรือสวัสดิการเลย เคยมีครั้งหนึ่งที่ความพยายามแทรกสิทธิ์สวัสดิการเข้าไปมีความสัมพันธ์กับการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศสในปี 1753 แต่สิทธิ์เหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงเนื่องจากเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง คลื่นใหญ่ที่สุดที่ทำให้เรื่องสิทธิหรือสวัสดิการเริ่มปรากฏเข้ามาในรัฐธรรมนูญคือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียกร้องให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือประชาชน แทรกแซงทางเศรษฐกิจ และสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ดี
ประเทศต่างๆ พยายามนำเรื่องสวัสดิการและสิทธิทางสังคมเข้าสู่รัฐธรรมนูญโดยมีหลายวิธี บางประเทศใช้วิธีประกาศเป็นหลักการพื้นฐาน โดยระบุในมาตราต่างๆ เช่น เยอรมนีและฝรั่งเศสประกาศว่ารูปร่างของรัฐเป็นรัฐสังคม (social state) ซึ่งเป็นรัฐที่คิดถึงเรื่องสังคมและการดูแลประชาชน หรือมีการใส่หลักการกว้างๆ เช่น หลักความภราดรภาพ หรือความอยู่พึ่งพาอาศัยกัน เข้าไป อีกวิธีหนึ่งคือการนำสิทธิ์ต่างๆ เข้าไปเป็นสิทธิ์ในทางรัฐธรรมนูญ หรือเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ในประเทศไทยแนวโน้มนี้เริ่มชัดเจนตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ต่อเนื่องมา โดยมีการใส่สิทธิ์ด้านการศึกษาและสิทธิ์การรับบริการสาธารณสุขเข้าไปในรัฐธรรมนูญ
ถึงแม้จะมีการประกาศหลักการกว้างๆ หรือรับรองสิทธิ์ต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เช่น การประกาศว่ารัฐเป็นรัฐสวัสดิการ หรือยึดหลัก Solidality ไม่ได้หมายความเสมอไป ว่าประเทศนั้นจะเป็นรัฐสวัสดิการได้จริง สาเหตุเพราะรัฐธรรมนูญมักจะเขียนหลักการไว้กว้างๆ เช่น การระบุสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการรับบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่รายละเอียดและขอบเขตจะถูกส่งต่อไปให้กฎหมายระดับรองลงมาบัญญัติ ซึ่งอาจมีการตัดสิทธิ์หรือเกณฑ์ต่างๆ ออกไปทำให้สวัสดิการนั้นไม่ถ้วนหน้า
นอกจากนี้ เรื่องบริการหลายอย่างยังเป็นเรื่องของนโยบายของฝ่ายบริหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบของรัฐบาล, ลำดับความสำคัญในการดำเนินการ และที่สำคัญที่สุดคือการจัดหางบประมาณและรายได้มาทำเรื่องสวัสดิการ ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีการรับรองสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อใช้จริงกลับไม่ค่อยเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญ แต่ ไม่ได้สำคัญในลักษณะที่เป็นเครื่องมือเด็ดขาด ที่จะทำให้เกิดสวัสดิการขึ้นทันที บทพิสูจน์เห็นได้ชัดจากกรณีของไทยที่เขียนรับรองสิทธิ์ไว้เยอะมาก แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน
การผลักดันรัฐสวัสดิการจึงต้องอาศัยปัจจัยอื่นประกอบด้วย ต้องมีนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้าไปแข่งขันกัน และเมื่อพรรคที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ต้องผลักดันเรื่องเหล่านั้น ต้องมีกระบวนการกดดันทางสังคม เนื่องจากพรรคการเมืองมีโอกาส ไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ได้ จึงต้องมีกระบวนการภาคประชาสังคมและประชาชนคอยกดดันและต่อรองเพื่อให้ทำตามสัญญา การต่อสู้ทางความคิดต้องเอาชนะชุดความคิดต่างๆ ที่อาจไม่เห็นด้วยหรือเป็นอุปสรรคต่อการเกิดรัฐสวัสดิการ การต่อสู้ทางความคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้แนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการและการประกันขั้นพื้นฐาน ชนะเบ็ดเสร็จ ชนะเบ็ดเสร็จในที่นี้หมายถึง การทำให้ทุกคนต้องยอมรับ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วย และเป็นสิ่งที่ทุกพรรคการเมือง แม้จะไม่ชอบก็ต้องนำไปปฏิบัติ เริ่มต้นจากเป็นไปไม่ได้ มาเป็นไปได้ และสุดท้ายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน การขยับเรื่องรัฐสวัสดิการให้ขึ้นมาเป็นฉันทามติของสังคมจนถึงระดับที่ปฏิเสธไม่ได้นั้นยังไปไม่ถึง ยังคงเป็นลักษณะที่บางพรรคเสนอมาก บางพรรคเสนอน้อย และมีการรณรงค์ผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง
โอกาสที่จะได้ทำรัฐธรรมนูญใหม่ในอีกไม่ช้าไม่นาน โดยประมาณปลายเดือนมีนาคม จะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งพร้อมกับบัตรประชามติว่าประชาชนเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากประชามติผ่าน จะเกิดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปีหน้าจะมีบรรยากาศของการรณรงค์เรื่องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ช่วงเวลา 1 ปีเต็มๆ ที่จะมีการรณรงค์ทั้งการเลือกตั้งและการทำรัฐธรรมนูญใหม่นี้ เป็นโอกาสสำคัญที่สุด ในการเอาวาระเรื่องรัฐสวัสดิการแทรกเข้าไป และถือเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ที่สุดในการรณรงค์เรื่องนี้ การให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องตามเรื่องอื่นด้วย
คุณปิยบุตรยังได้กล่าวถึง ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไว้ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถทำได้โดยสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ยังคงเชื่อมั่นว่ากระบวนการที่ตกลงกันไว้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยคาดการณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังดำเนินการอยู่จะถูกนำกลับเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 ประมาณ ต้นเดือนธันวาคม หากเป็นไปตามนี้ การยุบสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเดินไปพร้อมกันภายในระยะเวลาสี่เดือน และคาดว่าประชาชนจะได้หย่อนบัตร ทั้งเรื่องการเลือกตั้งและประชามติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ในช่วงประมาณ วันที่ 29 มีนาคม
คุณปิยบุตรชี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสที่จะแก้ไขกลไกสำคัญที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ติดขัดอยู่ตลอดเวลา นั่นคืออำนาจของวุฒิสภา ซึ่งหาก ส.ว. ไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีทางที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านได้ เขาเน้นย้ำว่านี่เป็นโอกาสที่ใกล้ที่สุดแล้วในการ ดึงอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจาก ส.ว. เพื่อให้เปิดทางสำหรับการทำฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะทำให้สวัสดิการเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็ทิ้งไม่ได้ โดยมันทำหน้าที่เป็นเพียงสนามทางการเมือง ในการผลักดันสิ่งที่สังคมต้องการ คุณปิยบุตรเห็นด้วยกับอาจารย์สุนีที่วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2560 นั้น เพราะได้นำเอาหลักประกันสิทธิต่าง ๆ ที่รัฐควรต้องทำให้กับประชาชน ออกจาก หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ไปใส่ไว้ใน หมวดหน้าที่ของรัฐแทน ซึ่งทำให้สิทธิเหล่านั้นหายไป ดังนั้น ฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดต้องมีการรณรงค์ให้กลับไปใช้เรื่องสิทธิ และนำมาบรรจุไว้ในหมวด 3 ให้หมด
นอกจากสนามของรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องใช้สนามการเลือกตั้ง และการผลักดันผ่านพรรคการเมืองด้วย โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อผลักดันนโยบายที่ไม่เน้นการแจกแล้วจบ เหมือนพรรคอื่น พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าพรรคมีธรรมเนียมในการจัดตั้งปีกแรงงาน และจัดให้มีผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่มาจากขบวนการแรงงานอยู่ในอันดับต้น ๆ ของพรรค รวมถึงการที่ตั้งใจจะเข้าไปดูแล กระทรวงแรงงาน และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หากมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
ในส่วนของภาคประชาสังคม คุณปิยบุตรกล่าวว่ามีบทบาทสำคัญสามประการคือ 1) ทำหน้าที่ทำข้อเสนอ และหลอมรวมผู้คน 2) เปลี่ยนความคิดของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางหรือมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมักจะอยู่คนละกลุ่มกับการเคลื่อนไหวในโรงงาน แต่ถ้าสามารถดีดให้ถูกจุด เช่น เรื่องประกันสังคมก้าวหน้า พวกเขาก็จะสนใจและเข้ามาร่วมทันที และ 3) ทำหน้าที่เป็นแรงตรวจสอบกดดันรัฐบาลที่เสนอนโยบาย สุดท้าย คุณปิยบุตรเชื่อมั่นว่า ปี พ.ศ. 2569 หรือในปี 2026 จะเป็นปีแห่งความหวัง เพราะจะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งและเป็นปีที่การทำรัฐธรรมนูญใหม่เริ่มเปิดทาง ซึ่งหมายถึงอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศจะกลับคืนมาสู่ประชาชนอีกครั้ง
ความเป็นไปได้ของนโยบายรัฐสวัสดิการในรัฐบาลหน้า
ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ กล่าวในฐานะซึ่งผ่านประสบการณ์ในหลายกระทรวง มองว่า ปัญหาหลักที่แท้จริงคือการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ หรือรัฐสวัสดิการ (Welfare state) โดยภารกิจหลักของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือการสร้างความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ให้แก่ประชาชน ซึ่งรวมถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ในส่วนของนโยบายเฉพาะเจาะจง ดร.ธนกฤต กล่าวถึงการดูแลเด็กที่อาจต้องพิจารณาขยายการคุ้มครองตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา นอกเหนือจากที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดว่าชีวิตสิ้นสุดลงเมื่อตายและเริ่มต้นเมื่อคลอด สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ มีการติดตามเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการ เช่น การให้เบี้ยผู้สูงอายุในอัตราเดียว และการเพิ่มสวัสดิการสำหรับคนพิการ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
ดร.ธนกฤตยอมรับว่าคำว่ากลุ่มเปราะบาง มีความจำเป็นในทางวิชาการเพื่อสร้างความชัดเจนในการทำงานของกระทรวง พม. โดยยกตัวอย่างปัญหาของคนไร้บ้าน ที่มักจะรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่บางแห่ง รัฐจึงควรเข้ามาจัดหาพื้นที่เฉพาะให้คนกลุ่มนี้ได้พักผ่อนอย่างเป็นระเบียบ เช่นเดียวกับตัวอย่างที่เคยพบในประเทศอินเดียที่ภาคเอกชนจัดให้เช่าเตียงในราคาถูก
นอกจากนี้ ดร.ธนกฤตกล่าวว่า ตนเองไม่ใช่เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นทำงานภาครัฐที่กระทรวงยุติธรรม และพบว่า คนจนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต่างจากคนรวยที่สามารถว่าจ้างทนายความและเข้าถึงผู้บริหารได้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ เขาได้เปิดช่องทางช่วยเหลือประชาชน เช่น การเปิดศูนย์ยุติธรรมช่างถูก ที่สำคัญคือเขาเน้นย้ำถึงการให้ความรู้เรื่องเงินเยียวยา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีสวัสดิการส่วนนี้อยู่ ในปีแรกที่เขาเข้าไปทำงาน มีการใช้เงินงบประมาณส่วนนี้เพียง 170 กว่าล้านบาทเท่านั้น สะท้อนว่าประชาชนเข้าถึงน้อยมาก จึงพยายามสื่อสารไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองให้ช่วยประชาสัมพันธ์
ดร.ธนกฤต ยืนยันเจตนารมณ์ว่าตนต้องการใช้เวลานี้ทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าการเล่นการเมือง และตั้งใจจะนำเอาข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับฟังไปพูดคุยกับพรรคการเมืองต่าง ๆ หากรัฐบาลมองประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างจะดีขึ้น ดร.ธนกฤตกล่าวว่า พยายามแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการ แต่การทำงานถูกขัดขวางด้วยความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและการเปลี่ยนรัฐบาล/นายกฯ บ่อยครั้งทำให้งานที่ทำไว้ยังไม่ทันเสร็จก็ต้องเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว สำหรับภารกิจปัจจุบันที่กระทรวง พม. ตั้งใจจะลงมาช่วยดูแลโครงการบ้านมั่นคงและการพัฒนาสังคมต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 4 เดือน
หากรัฐให้ความสำคัญกับการให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและไม่รอให้ใครสั่ง กลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) ก็ไม่จำเป็นต้องมี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันการมีอินฟลูเอนเซอร์เป็นกระบอกเสียงที่จำเป็น เพราะหากไม่มีการกระตุ้น สิ่งต่าง ๆ ก็จะไม่ขยับ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม หากไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสังคมเป็นตัวตั้ง ควรเลือกพรรคที่พูดถึงเรื่องนี้ และการแก้ปัญหาสังคมจะต้องทำด้วยการลงมือทำ ไม่ใช่เพียงแค่การพูด ดร.ธนกฤต กล่าว


