ข้อสังเกตต่อ ร่าง พรบ.งบประมาณ พ.ศ. 2563-เครือข่ายรัฐสวัสดิการ We Fair

ข้อสังเกตต่อ ร่าง พรบ.งบประมาณ พ.ศ. 2563
ในมุมมองเครือข่าย We Fair

เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (เครือข่าย We Fair) ได้พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มีความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 มีความผูกโยงกับรัฐบาล คสช. ที่มีรัฐราชการ กองทัพ เอกชนรายใหญ่ เป็นองคาพยพหลักที่ร่วมมือกันในนาม“ประชารัฐ” สมคบกับพรรคการเมืองที่รองรับการสืบทอดอำนาจ ทำให้ ร่าง พรบ. ขาดเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเปราะบางทางสังคม ขาดเป้าหมายในการสร้างสังคมรัฐสวัสดิการ สวัสดิการข้าราชการปรับสูงขึ้น 4 แสนล้านกว่าบาท สวัสดิการประชาชน 3 แสนล้านบาท ส่วนนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ไม่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้

เครือข่าย We Fair ขอตั้งชื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563ว่า “ฉบับประชารัฐนิยม” โดยมีความเห็น ดังนี้
1) ขาดเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเปราะบาง
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ขาดจินตนาการในการแก้ไขวิกฤติการณ์สังคมการเมืองไทย นั่นคือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่ได้มีเพียงมิติด้านรายได้ แต่หมายรวมถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางอำนาจ ซึ่งเป็นมูลเหตของปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองไทย ทำให้ “ผู้คนไม่อาจรู้สึกเป็นชุมชนเดียวกันได้อย่างสมัครใจ เนื่องจากเห็นความแตกต่างที่มีเหลือหลาย” (Stiglitz, 2011) ซึ่ง “ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และความกระจุกตัวด้านความมั่งคั่งและอำนาจ นับเป็นโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังความคับข้องใจ” (ผาสุก, 2557) ความเหลื่อมล้ำจึงเป็นทั้งสาเหตุและผลพวงของระบบการเมืองที่ล้มเหลว และแปรผกผันมากขึ้นเมื่ออำนาจทางการเมืองบนวิถีประชาธิปไตย ถูกลดทอนหรือทำลายลง

ภาพรวมสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ปี 2561 คนรวย 1% ครอบครองทรัพย์สิน 66.9% หนี้ครัวเรือนร้อยละ 77.8 ต่อ GDP หรือร้อยละ 114 ต่อรายได้ประชาชาติ ปี 2560 คนไทยอยู่ใต้เส้นความยากจน (2,686 บาท) 5.325 ล้านคน (7.87%) กลุ่มเกือบจน จำนวน 5.40 ล้าน รวมทั้งสิ้น 10.72 ล้าน (15.9%) ปี 2560 รายได้คนรวย/คนจน 10% ต่างกัน 19 เท่า ทรัพย์สิน 375 เท่า ปี 2555 รายได้หลังหักคชจ.(ภาษีเงินได้) ต่างกัน 59 เท่า ที่ดินฉโนด(ขนาด) 855 เท่า (ข้อมูลอ้างอิงจาก ดร.ดวงมณี เลาวกุล) งบประมาณสวัสดิการ ปี 2562 ข้าราชการ 6 ล้านคน ใช้งบประมาณ 348,607 ล้านบาท ประชาชน 53.5 ล้านคน ใช้งบประมาณ 249,359 ล้านบาท /ปี 2562 งบประมาณเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 7 แสนคน 223,762 ล้านบาท บำนาญผู้สูงอายุ 9 ล้านคน 72,469 ล้านบาท (ข้อมูลสวัสดิการสังคม ปี 2562 อ้างดิงจาก ดร..เดชรัต สุขกำเนิด) งบประมาณสุขภาพ ปี 2560 ข้าราชการ 4.97 ล้านคน ใช้งบประมาณ 73,658 ล้านบาท เฉลี่ย 14,820 บาท บัตรทอง 48.8 ล้านคน ใช้งบประมาณ 151,770.67 ล้านบาท เฉลี่ย 3,109.87บาท ผู้ประกันตน 13.09 ล้านคน ใช้งบประมาณ 43,565 ล้านบาท เฉลี่ย 3,328 บาท

ภาพรวมสถานการณ์ความเปราะบางทางสังคม 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ รายได้ต่ำ ชั่วโมงการทำงานสูง ระบบการจ้างงานยืดหยุ่น ไม่สนับสนุนการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน 2) การขาดสิทธิเสรีภาพจากรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมายเลือกตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3) ความไร้ตัวตนและไม่มีศักดิ์ศรีในชีวิต จากสังคมระบบอุปถัมภ์ ถูกกำหนดสถานะจากชนชั้นนำ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และ 4) การเลื่อนลำดับชั้นทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก ตามรายงานธนาคารโลกว่าด้วยการเลื่อนสถานะระหว่างรุ่น (2018) หากพ่อแม่มีฐานะในครึ่งล่าง 50% ลูกมีโอกาสอยู่แบบเดิม 65% หรือตกอยู่จนสุด 35% มีโอกาส 15% ขึ้นไปอยู่กลุ่มบนสุด หากเกิดในกลุ่มคนรวยสุด 25% มีโอกาส 46% ที่จะมีชีวิตรวยสุดเหมือนเดิม

2) ขาดเจตจำนงประชาชน ไม่มีนโยบายพรรคการเมือง
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ปรากฏนโยบายพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่การเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 มีการประชันขันแข่งนโยบายด้านสวัสดิการสังคมสูงมาก ถือเป็นสัญญาประชาคมของนักการเมืองที่มีต่อประชาชน พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามนโยบาย แต่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเหล่านั้น ไม่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ แสดงถึงการขาดเจตจำนงในการสร้างสังคมรัฐสวัสดิการ

3) สวัสดิการสุดเหลื่อมล้ำ งบข้าราชการปรับพุ่งสูง งบประชาชนคงที่
งบประมาณสวัสดิการข้าราชการ ที่ระบุในงบกลาง 5 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวม 415,100 ล้านบาท คิดเป็น 12.97% ของงบประมาณทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 1) การรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 71,200 ล้านบาท 2) เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4,940 ล้านบาท 3) เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ 265,718 ล้านบาท 4) เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 10,464 ล้านบาท 5) เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ 62,780 ล้านบาท (ไม่รวมเงินสมทบของลูกจ้างประจำ 670,000 บาท)
งบประมาณสวัสดิการข้าราชการ ปี 2563 เพิ่มขึ้น 66,493 ล้านบาท จากในปี 2562 ข้าราชการ 6 ล้านคน ใช้งบประมาณสวัสดิการ 348,607 ล้านบาท ในขณะที่ ประชาชน 53.5 ล้านคน ใช้งบประมาณ 249,359 ล้านบาท (ดร.เดชรัต สุขกำเนิด) ส่วนเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพิ่มขึ้น 41,956‬ ล้านบาท จากในปี 2562 เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 7 แสนคน ใช้งบประมาณ 223,762 ล้านบาท ในขณะที่บำนาญผู้สูงอายุ 9 ล้านคน ใช้งบประมาณ 72,469 ล้านบาท (ข้อมูลสวัสดิการสังคม ปี 2562 อ้างดิงจาก ดร..เดชรัต สุขกำเนิด)
งบประมาณสวัสดิการประชาชน ปี 2563 ได้แก่ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. 140,533.42 ล้านบาท งบประมาณเพิ่มขึ้น 6,264.29 ล้านบาท (จากปี 2562 เท่ากับ 134,269.13 ล้านบาท)/ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปี 2563 เท่ากับ 3,858.87 ล้านบาท (ปี 2562 เท่ากับ 2,537.37 ล้านบาท) /กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 505.29 ล้านบาท /ประกันสังคม 53,382,248,600 บาท /งบเบี้ยผู้สูงอายุ 69,205,580,400 บาท /คนพิการ 17,611,488,000 บาท /การศึกษาเด็กเยาวชน 2,283,715,400 บาท /ผู้ป่วยเอดส์ 90,000 คน 539,568,000 บาท

4) หน่วยงานที่มีการปรับงบประมาณสูงสุดเกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม เว้นกลาโหม
หน่วยงานที่มีการปรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพิ่มสูงสุด 5 อันดับ เป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมและสุขภาวะของประชาชน 4 หน่วยงาน ได้แก่
อันดับ 1 กระทรวงมหาดไทย งบประมาณปี 2563 จำนวน 353,007,432,600 บาท เพิ่มขึ้น 25,264,762,300 บาท โดย “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” เป็นหน่วยงานที่ขอเพิ่มงบประมาณมากที่สุดเป็น 255,440,276,400 บาท เพิ่มขึ้น 21,384,232,400 บาท โดยมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงบเบี้ยผู้สูงอายุ 8,760,553 คน 69,205,580,400 บาท คนพิการ 1,834,530 คน 17,611,488,000 บาท การศึกษาเด็กเยาวชน 554,649 คน 2,283,715,400 บาท ผู้ป่วยเอดส์ 90,000 คน 539,568,000 บาท

อันดับ 2 กระทรวงแรงงาน งบประมาณ ปี 2563 จำนวน 60,878,345,900 บาท เพิ่มขึ้น 8,284,012,300 บาท โดย “สำนักงานประกันสังคม” เป็นหน่วยงานที่ขอเพิ่มงบประมาณมากที่สุด เป็น 55,415,236,900 บาท เพิ่มขึ้น 8,403,925,300 บาท ซึ่งใช้สมทบเงินประกันสังคมผู้ประกันตน 54,482,552,600 บาท (หักค่าเจ้าหน้าที่) ได้แก่ ผู้ประกันตน มาตรา 40 จำนวน 3,450,000 คน เป็นเงิน 1,100,304,000 บาท ผู้ประกันตน มาตรา 33 มาตรา 39 จำนวน 13,540,000 คน เป็นเงิน 53,382,248,600 บาท แม้เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่มีแรงงานได้ประโยชน์ 17 ล้านคน น้อยกว่างบประมาณกระทรวงกลาโหมถึงห้าเท่า

อันดับ 3 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณ ปี 2563 จำนวน 21,281,556,600 บาท เพิ่มขึ้น 7,938,942,500 บาท โดย “กรมกิจการเด็กและเยาวชน” เป็นหน่วยงานที่ขอเพิ่มงบประมาณมากที่สุด เป็น 12,799,181,400 บาท เพิ่มขึ้น 7,286,362,000 บาท เป็นงบที่ให้เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ จำนวน 2,104,500 คน สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท เดือนละ 600 บาท (ไม่ใช่มารดาประชารัฐ) ใช้งบประมาณ 11,257,059,200 บาท นอกจากนี้ งบประมาณของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานบ้านมั่นคง ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 2,237,703,700 บาท

อันดับ 4 กระทรวงการคลัง งบประมาณ ปี 2563 จำนวน 249,675,980,400 บาท เพิ่มขึ้น 6,727,987,900 บาท โดย “สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ” เป็นหน่วยงานที่ขอเพิ่มงบประมาณมากที่สุด จาก 216,661,617,100 บาท เป็น 222,221,605,900 บาท เพิ่มขึ้น 5,559,988,800 บาท ทั้งนี้ ก.คลัง เป็นหน่วยงานที่ดูแลกองทุนประชารัฐ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 40,000 ล้านบาท

บทสรุป
ดังที่กล่าวมาข้างต้น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 จึงขาดเจตจำนงในการสร้างสังคมรัฐสวัสดิการ ในทางกลับกันมีลักษณะถดถอย เน้นการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ ขาดมิติแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเปราะบางทางสังคม ขาดเจตจำนงประชาชนและนโยบายด้านสวัสดิการสังคมของพรรคการเมืองที่หาเสียงไว้ สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างสวัสดิการข้าราชการ 415,000 ล้านบาท กับสวัสดิการประชาชนเพิ่มขึ้นแบบไม่มีนัยสำคัญ เพียง 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณที่ปรับเพิ่มในส่วนประชาชนนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นนโยบายเชิงสังคมสงเคราะห์ ถือเป็นสวัสดิการสังคมแบบประชารัฐนิยม

ข้อเรียกร้องพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) งบประมาณด้านสวัสดิการสังคม (1) เบี้ยผู้สูงอายุ 600-1000 บาท ควรปรับเป็นบำนาญผู้สูงอายุโดยใช้หลักเกณฑ์เส้นความยากจนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการปรับมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (2) งบประมาณรายหัวกองทุนหลักประกันสุขภาพ ไม่มีอัตราเพิ่มแบบมีนัยสำคัญในการพัฒนาระบบเป็นระบบพื้นฐานระบบเดียว (3) การสมทบเงินประกันสังคมฐานเพดานเงินเดือน 15,000 บาท ทำให้การพัฒนาสิทธิประโยชน์มีข้อจำกัด (4) ทบทวนนโยบายเชิงสังคมสงเคราะห์เป็นระบบถ้วนหน้า อาทิ (4.1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีการตีตราละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสียงบประมาณการคัดกรองและพิสูจน์ความยากจน เนื่องจากในปี 2559-2563 จำนวน 171,743 ล้านบาท (4.2) พัฒนามาตรฐานการศึกษาในระดับมัธยม พัฒนาสู่การเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัย การแก้ไขปัญหาหนี้สิน กยศ. และควรมีเงินสนับสนุนการศึกษาเยาวชน (4.3) ปรับเงินสนับสนุนเด็ก 600 บาท ตามหลักเกณฑ์ครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท เป็นระบบถ้วนหน้า (5) การปฏิรูประบบภาษี ได้แก่ ภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก การลดสิทธิประโยชน์ BOI การเก็บภาษีตลาดหุ้น
2) ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม เมื่อพิจารณาจากงบประมาณ ปี 2563 จำนวน 233,353,433,300 บาท เพิ่มขึ้น 6,226,867,000 บาท โดย “กองทัพบก” เป็นหน่วยงานที่ขอเพิ่มงบประมาณมากที่สุด จาก 111,376,903,600 บาท เป็น 113,677,434,900 บาท เพิ่มขึ้น 2,300,531,300 บาท ในขณะที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณประเทศไปอย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากพิจารณาจากงบประมาณที่ขอเพิ่มขึ้น 6,226,867,000 บาท จะสามารถเพิ่มสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ ได้ดังนี้ 1) เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท (คนละ 400 บาท/เดือน/คน) (4,800 บาท/ปี) จำนวน 1,297,270 คน 2) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ครอบครัวละ 5,000 บาท ได้จำนวน 1,245,380 ครอบครัว 3) ช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ครอบครัว ได้จำนวน 622,690 ครอบครัว 4) เงินสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า 600 บาท/เดือน/คน (7,200 บาท/ปี) ได้จำนวน 864,847 คน 5) ซื้อเตียงผู้ป่วยสามัญ 13,000 บาท/เตียง ได้จำนวน 478,992 เตียง

เครือข่าย WE FAIR ขอยืนยันถึง #หลักการรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า3ประการ ได้แก่

1.การเข้าถึงรัฐสวัสดิการเป็นสิทธิมนุษยชน
การขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จากความเชื่อพื้นฐานว่า “การเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมเป็นสิทธิมนุษยชน” อันจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดลง ทั้งนัยความสัมพันธ์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ โดยนำเอารูปแบบและวิธีการดูแลประชาชนควบคู่กับมาตรการทางภาษี เพื่อนำงบประมาณมาจัดสรรและกระจายประโยชน์ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึง จากฐานคิด “การจัดสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า” ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยต้องเข้าถึงรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ เพศสภาพ สถานะบุคคล ความพิการ ฐานะทางสังคม

2.เราไม่เชื่อระบบการสงเคราะห์
ดังที่ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ กล่าวถึงในปฏิทินแห่งความหวัง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” แสดงถึงการตระหนักถึงการที่ประชาชนทุกช่วงวัยต้องมีหลักประกันรายได้ ปฏิเสธระบบการนำกลไกตลาดเข้ามาใช้ควบคุมสิทธิประชาชน ปฏิเสธระบบประกันเอกชนที่สร้างลำดับชั้นระหว่างประชาชนด้วยกัน ปฏิเสธระบบการสงเคราะห์พิสูจน์ความจนแบบอนาถา คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสังคมสงเคราะห์เป็นการตีตราประชาชน ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะรัฐสวัสดิการจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีให้มีอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก หากไม่ทำก็มีแนวโน้มที่จะล้มเหลว ก้าวไม่พ้นความยากจน

3. รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
ข้อเสนอรัฐ,สวัสดิการรถ้วนหน้า จำนวน 9 ด้าน ได้แก่ 1) เงินสนับสนุนเด็กและเยาวชนถ้วนหน้า 2) การศึกษา การพัฒนามาตรฐานโรงเรียน การควบคุมหน่วยกิต ยกเลิกหนี้ กยศ. สู่การเรียนฟรีถึงมหาวิทยาลัย 3) สุขภาพ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เท่าเทียม 4) ที่อยู่อาศัยและที่ดิน การเข้าถึงโดยการลดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 การปฏิรูปที่ดิน ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ฉโนดชุมชน 5) งาน รายได้ ปรับค่าแรงตามอายุการทำงาน ลาคลอด 180 วัน ประกันการว่างงานที่เงินเพิ่มขึ้นและยาวนาน 6) ประกันสังคม ขยายสู่แรงงานนอกระบบ ปรับเพดานเงินสมทบ 7) ระบบบำนาญ เปลี่ยนเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญถ้วนหน้า 😎 สิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม คนพิการเข้าถึงหลักประกันรายได้ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ 9) การปฏิรูประบบภาษี ภาษีอัตราก้าวหน้า ปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม การลดสิทธิประโยชน์ BOI การเก็บภาษีตลาดหุ้น

Show Buttons
Hide Buttons